ธรรมชาติของความรัก

posted on 30 Sep 2011 00:58 by chingchingzzz in MyLifeHistory

 

 

 

 " ฉันได้ยินเรื่องราวของความรัก "

 

 

 

เรื่องแรก

 

น้องที่รู้จักสองคน น้องผู้หญิงและน้องผู้ชายเป็นแฟนกัน

วันนั้น เขาทั้งคู่ปรากฏตัวพร้อมกัน

กล่าวสวัสดีฉันพร้อมๆกัน

พูดคุยหยอกล้อกันต่อหน้าฉัน

เอ่ยนามของกันและกัน

นั่งทำงานอยู่ข้างๆกัน และข้างๆฉันด้วย

กล่าวลาฉัน ด้วยรอยยิ้ม

และกลับบ้านไปพร้อมกัน

 

 

เรื่องที่สอง

 

วันนี้ เขาทั้งคู่ปรากฏตัวพร้อมกัน

กล่าวสวัสดีฉันพร้อมๆกัน

พูดคุยหยอกล้อกันต่อหน้าฉัน

เอ่ยนามของกันและกัน

นั่งทำงานอยู่ข้างๆกัน และข้างๆฉันด้วย

กล่าวลาฉัน ด้วยรอยยิ้ม

และกลับบ้านไปพร้อมกัน

.

.

.

 

เพียงแต่น้องผู้หญิงวันนี้ เป็นคนละคนกับน้องผู้หญิงในวันนั้น

เธอเป็นคนรักใหม่ของเขา

 

 

 

ความรักหนอความรัก เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา

 

.

 

 

 

 

 

" หากใครเคยต่อจิ๊กซอว์ ก็จะรู้ว่ามีวิธีในการต่อจิ๊กซอว์ "

 

 

 

O

การเล่นจิ๊กซอว์นั้น เราต้องหาภาพใหญ่ภาพสุดท้าย จากภาพเล็กๆมากมายที่ผสมปนกันอยู่

เราไม่อาจหยิบชิ้นส่วนขึ้นมาทีละชิ้น แล้วก็วางมันไปในตำแหน่งที่ถูกต้องได้เลย

เราต้องค้นหาจากข้อมูลที่เรามีอยู่

ง่ายที่สุด เราอาจจะดูจากสีที่เหมือนกันก่อน แล้วกรุ๊ปชิ้นส่วนสีที่เหมือนกันไว้ด้วยกัน

หรือเราอาจจะมองเห็นมวลของวัตถุบางอย่างในแต่ละชิ้น

แล้วแยกมวลนั้นออกมาจากชิ้นส่วนที่ไม่ได้บอกอะไรมากนัก

นั่นก็เป็นวิธีการเล่นจิ๊กซอว์

 

ช่วงนี้กำลังจะอยากเดินทางไปญี่ปุ่น

ซึ่งก็กำลังหาข้อมูลเส้นทางที่อยากจะไป

แต่การเริ่มต้นอะไรสักอย่างจากศูนย์นั้น ก็ต้องอาศัยความพยายามอยู่ไม่น้อยเลย

แต่พอเป็นเรื่องเดินทางและท่องเที่ยวนั้นก็เห็นว่าจะกระตุ้นต่อมขยันได้เป็นอย่างดี

 

แล้วเราก็เริ่มดำเนินการ

สารภาพตรงๆว่าได้อ่านการ์ตูนญี่ปุ่นมาเยอะ ตั้งแต่เด็ก ได้รู้จักญี่ปุ่นผ่านการบอกเล่าของผู้คน

ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยจากมิตรสหาย  ภาพถ่าย ซีรี่ย์ญี่ปุ่น หรือแม้แต่หนังสือมากมายเกี่ยวกับญี่ปุ่น

ซึ่งส่วนใหญ่จะอ่านเป็นบันทึกการเดินทางของนักเขียนชาวไทยที่เดินทางไปญี่ปุ่น 

และวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่นที่อธิบายผ่านสายตาคนไทย แต่ก็รู้แบบไม่มีความเป็นภูมิศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง

รู้แต่ อ้อ ไปเที่ยวโตเกียว เกียวโต นารา ฮอกไกโด แต่เราไม่มีแผนที่ในหัวเลย

อย่ามาถามว่าฮอกไกโดอยู่ไหนนะ เหนือใต้ออกตก ขอตอบเลยว่าไม่รู้อะ  

เมืองหลวงก็ยังไม่แน่ใจเลย เฮ้ย อันนั้นก็เว่อร์ไปล่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า

 

 

1

ตอนแรกก็คิดว่าจะลอกเส้นทางจากบริษัททัวร์

จากหนังสือพิมพ์ หรือหาในกูเกิลก็ได้วะ เราคงได้ข้อมูลเยอะเชียว ก็ไม่รีรอ จัดการกูเกิล “ ทัวร์ญี่ปุ่น “ ทันที

ในเสี้ยววินาที ข้อมูลใหม่แย่งกันโผล่ขึ้นมาทางหน้าจอ มีเว็บบริษัททัวร์ที่จัดโปรแกรมไปญี่ปุ่นมากมาย

แต่ละบริษัทก็มีวิธีเขียนโปรแกรมทัวร์ รวมถึงนำเสนอต่างกัน

บางทีจะบอกชื่อเมืองหลักๆที่จะไปพาดหัวก่อน

บางที่บอกเป็นรายละเอียดการเดินทางเลย บางที่ก็บอกทั้งสองอย่าง

- นาโงย่า-โตเกียว 5 วัน 3 คืน เจแปนแอลป์ – หมูบ้านชิราคาวาโกะ – ทะเลสาบคาวากุชิโกะ –

  เม้าท์ฟูจิ – วัดอาซากุสะ

- โอซาก้า – นารา – วัดโทไดจิ – เกียวโต – วัดคิโยมิสึ – นาโกย่า – ชินคันเซน – มิกาวาอันโจ –

   ทะเลสาบฮามานา - วนอุทยานแห่งชาติ ฮาโกเน่ – หุบเขาโอวาคุดานิ – โกเท็มบะ – เอ้าท์เลท –

   ภูเขาไฟฟูจิ – โตเกียว – วัดอาซากุซ่า - ช้อปปิ้งชินจุกุ 5 วัน 4 คืน

-  ฟุกุโอกะ นางาซากิ อาบน้ำแร่เบปปุ  หมู่บ้านฮอลแลนด์ 5 วัน บินกับ TG เที่ยวญี่ปุ่นตอนใต้ คิวชู

    สัมผัสเมืองแห่งมนต์เสน่ห์ ฟุกุโอกะ เมืองที่น่าอยู่ที่สุดในเชีย การันตีโดยนิตยสาร เอเชีย วีค

    ประทับใจไปกับความสวยงามของเฮาส์เทนบอชส์ หมุ่บ้านฮอลแลนด์

    สัมผัสประสบการณ์ใหม่ อาบน้ำแร่ออนเซ็น สไตล์ญี่ปุ่น

-   AUTUMN IN HOKKAIDO  คันไซ – ฮอกไกโด – ซัปโปโร – ที่ทำการรัฐบาลเก่า – หอนาฬิกาโบราณ

    (ผ่านชม) – หอคอยซัปโปโร (ผ่านชม) – โอโดะริ พาร์ค (ผ่านชม) – ช้อปปิ้งสถานีรถไฟเจอาร์ซัปโปโร - 

     ซัปโปโร – โรงงานช็อคโกแล็ต – เรียนทำคุ๊กกี้ – เมืองโอตารุ – คลองโอตารุ – เรียนทำซูชิญี่ปุ่นแท้ต้น

     ตำรับ – พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี – หอนาฬิกาไอน้ำโบราณ – โนะโบะริเบะทสึ – จิโกะคุดานิ (บ่อนรกเดือด)–

     อาบน้ำแร่ญี่ปุ่น - โนะโบะริเบะทสึ – หมู่บ้านนินจาดาเตะจิดะอิมุระ – ภูเขาไฟโชวะอุสึชิงซัน

     (กระเช้าไฟฟ้า) – ฟาร์มหมีสีน้ำตาล – ทะเลสาบโทยะ – อาบน้ำแร่ญี่ปุ่น

 

หลังจากดูโปรแกรมแล้ว ความรู้สึกขณะนั้นคืองง เพราะเลือกไม่ได้อยู่ดีว่าจะไปไหน

เหมือนกับว่าไม่รู้เลยว่านาโงย่า ฟุอุโอกะ โอซาก้า อยู่ตรงไหน รายละเอียดของแต่ละเมือง

แต่ละสถานที่เป็นยังไง แล้วมีอะไรน่าสนใจ และอะไรตรงกับความสนใจของเราบ้าง

แล้วก็ชื่อเมือง ชื่อสถานที่ ชื่อกิจกรรมที่เป็นภาษาญี่ปุ่นก็รวมกันทั้งหมดในโปรแกรม

ทำให้งงไปหมด ไม่รู้อันไหนเมือง อันไหนสถานที่ท่องเที่ยว อันไหนกิจกรรม

พอดูไปเรื่อยๆ เริ่มเรียนรู้เล็กน้อย แต่ไม่ใช่การเรียนรู้เส้นทางการท่องเที่ยวนะ

ได้เรียนรู้ว่า อ้อ วิธีนี้ไม่เวิร์คนี่หว่า ไม่เวิร์คสำหรับผู้ตั้งต้นล่ะนะ

งั้นเปลี่ยนแผน

 

 

2

หรืออาจจะต้องหาจากหนังสือไกด์บุ๊คญี่ปุ่นที่มีให้เลือกมากมายหลายสำนักพิมพ์

เราก็ดิ่งตรงไปที่ร้านหนังสือเลย ไกด์บุ๊ค ก็จะมีหลายแบบให้เลือก

ส่วนใหญ่ก็จะมีแบบเป็นฤดู  แบบเป็นเที่ยวแต่ละเขตบ้าง โตเกียวเท่านั้นบ้าง

ดูไปดูมาเป็นชั่วโมงเลย บางเล่มก็แนบแผนที่มาให้ด้วย แต่อ่านไปอ่านมา

ก็ยังจับอะไรเป็นกลุ่มก้อนข้อมูลไม่ได้ เพราะว่าบางทีอ่านแล้วก็ลืม

เพราะเหมือนไม่มีข้อมูลเก่าให้ไปปะติดปะต่อ เหมือนเด็กที่เริ่มเรียนภาษาไทย

แล้วเรียนเรื่องตัวสะกดบ้าง วรรณยุกต์บ้าง ตัวสะกดก็เรียนไปสองตัว

วรรณยุกต์ก็เรียนแค่โท ตรี จัตวา สลับกันไปมา

แล้วก็คาดหวังจะพูดออกมาให้เป็นประโยค

จึงตัดสินใจกลับบ้านโดยไม่ได้หยิบเล่มไหนติดมือกลับมาเลย

 

 

3

ก็เลยลองนั่งเล่นๆ ลองใช้ความคิดดูว่าเราจะเริ่มจากตรงไหนดี ทำให้เราตั้งตัวได้ 

เมื่อคิดดีๆ และหลังจากได้ผ่านวิธีการลองสองวิธีแล้ว ก็คิดได้ว่าเฮ้ย ปัญหาอยู่ที่ไม่รู้ทิศทางใช่เปล่า

ก่อนที่เราจะรู้เส้นทางที่เราจะวางแผนเดินทางคือ

หนึ่งเราต้องรู้ทิศทางรู้ว่าแผนที่ของประเทศนั้นเป็นอย่างไร เมืองอะไรอยู่ตรงไหน

เราคงไม่อยากให้เส้นทางการเดินทางเป็นแบบนี้หรอก

เชียงใหม่-ตรัง-แม่ฮ่องสอน-ขอนแก่น เอ่อ แปลกๆเหมือนกัน เผื่อใครอยากจะลองแบบนี้บ้าง   

สองคือต้องรู้ว่าอยากจะไปที่ไหนบ้าง มีสถานที่หรืออะไรตรงไหนที่เราสนใจ

อยู่จะจิ้มเมืองที่อยากไปได้ยังไง ยังไม่รู้จักที่นั่นเลย

 

ใช่แล้วล่ะ คงจะเป็นทิศทาง

 

เราก็เริ่มจากกูเกิลหาแผนที่ของญี่ปุ่นก่อนเลย

 

 

 

 

 

 

 

ฮ่าฮ่า เราก็ได้พบแผนที่อันนี้ ทำให้รู้ว่าญี่ปุ่นมี 47 จังหวัด และมี 8 ภูมิภาคเค้าแบ่งสีให้ด้วยนะ

เราก็นั่งกวาดตาดูแผนที่คร่าวๆ เพิ่งรู้ว่าฮอกไกโดเป็นเกาะอยู่ตรงเหนือสุด

อารมณ์เหมือนเพิ่งรู้ว่าภูเก็ตเป็นเกาะนะ เริ่มฉลาดขึ้นล่ะ

พอจับทิศทางได้ ก็ทำให้สนุกกับการดูแผนที่ พอดูไปก็เริ่มรู้ว่าชื่อเมืองนี้ที่เราเคยเห็น

อยู่ตรงนี้เหรอ ที่สำคัญเรารู้ว่าเมืองอะไร ติดกับเมืองอะไร

 

 

4

เราก็กูเกิลอีกครั้ง หาเส้นทางการเดินทางของบริษัททัวร์ และเราก็ฉลาดขึ้นเรื่อยๆ

พอเราเริ่มหาโปรแกรมการเดินทาง เราก็หาจากบริษัททัวร์ที่มีรูปภาพแปะไว้ให้ดูในโปรแกรมด้วย

ทำให้เราได้เห็นภาพว่า อ๋อ ที่เราจะไปมันเป็นอย่างนี้นะ เมืองนี้เป็นภาพปราสาทเก่าๆ

เมืองนี้เป็นภาพทิวทัศน์ทางธรรมชาติ เมืองนี้มีพิพิธภัณฑ์ศิลปะ พอเราเห็นภาพ

เราก็จะตัดสินใจได้ง่ายขึ้นแล้ว

ถึงตอนนี้ เราก็เริ่มจับทิศถูก แล้วรู้ว่าแถบเมืองไหน เที่ยวอะไรกัน

- อย่างเชียงใหม่-ลำพูน-ลำปาง ก็จะเที่ยววัฒนธรรมล้านนา เที่ยววัดแบบล้านนา

  เที่ยวดอยสัมผัสธรรมชาติ หนาวๆหน่อย

- อย่างกรุงเทพ-อยุธยา-สุโขทัย ก็จะเป็นเที่ยวเมืองหลวง เมืองหลวงปัจจุบัน

  กับเมืองหลวงในอดีต ดูโบราณสถาน ศึกษาวัฒนธรรม

- อย่างพังงา ภูเก็ต กระบี่ ก็จะเป็นทะเล ไปอาบแดด ( แต่ถ้าเป็นเราๆก็ต้องเป็นหลบแดด ) ไปดูปะการัง

   ไปจิบเบียร์ริมทะเล

เราก็เริ่มเห็นภาพมากขึ้น จากที่ข้อมูลสะเปะสะปะไปมา

 

 

5

เราก็เริ่มจับขั้นตอนได้แล้ว

1.รู้แผนที่  

2.รู้ว่าแต่ละภูมิภาค มีอะไรเที่ยว

3.เริ่มดูในรายละเอียดโปรแกรมเที่ยวว่ามีอะไรน่าสนใจ และอะไรตรงกับความสนใจของเรา  

4.เราจะตัดอะไรออก และเพิ่มอะไรเข้ามา (อันนี้เริ่มแอดวานซ์ละ แบบไม่ทำตามแป๊ะ

บางอย่างข้าม บางอย่างเพิ่ม ) ( ถ้าเรามีเวลาเยอะกว่า โปรแกรมในบริษัททัวร์

เราจะเพิ่มเมืองนี้ที่ใกล้ๆกันเข้าไป อะไรแบบนั้น )

เราก็เริ่มสนุกกับการดูโปรแกรมท่องเที่ยว ดูว่าเส้นทางนี้ ไปแถวไหนนะ เมืองนี้มีอะไรเที่ยว

เริ่มตัดช้อยส์  และเริ่มเลือกบางอย่างขึ้นมา และหาข้อมูลในเชิงลึกขึ้น

ซักพักเราก็ได้เส้นทางที่เราตัดสินใจว่าเราจะไปละ

 

ถึงตอนนี้ถ้าเรากลับไปดูหนังสือไกด์บุ๊คตามแผงหนังสือ

เราก็คงจะรู้แล้วว่าเราอยากจะหยิบเล่มไหนกลับมาบ้านบ้าง

 

 

หลายๆอย่างที่เราเริ่มเรียนรู้ 

หลายๆครั้งเราไม่รู้จะเริ่มจากอะไร อาจจะผิดพลาดบ้าง เสียเวลาไปบ้าง

ยังคิดไม่ได้ถึงวิธีที่จะไปถึงจุดหมายบ้าง ก็เป็นเรื่องธรรมดาในระยะแรก

หรือในบางเรื่อง อาจตลอดเวลาการเรียนรู้  แต่ละสิ่งก็มีวิธีการเรียนรู้ที่แตกต่างกันไป  

ค่อยๆเรียนรู้  ทุกอย่างมีวิธีของมัน เมื่อเราจับทางมันได้ เราก็จะสนุกกับมัน

 

 

 

ปิดหน้าต่างโน๊ตบุ๊ค หลับตาลง พักสายตาแป๊บนึง

เหมือนเราเห็นภาพจิ๊กซอว์รูปญี่ปุ่นขนาดใหญ่ที่เราต่อมันไปได้เกินครึ่งแล้วล่ะ :)

 

 

.

 

 

 

 
 
 
 
บางทีฉันก็เชื่อในความรัก
บางทีฉันก็ไม่เชื่อในความรัก
ความรักจริงหรือไม่จริง
การอยู่ด้วยกันจริงหรือไม่จริง
เรารักกันจริงหรือไม่จริง
เราต้องการอะไรมากกว่าการรักกันใช่มั้ย
เธอต้องการการให้เกียรติ ต้องการการพูดจาที่อ่อนโยนด้วย ต้องการให้ฉันบอกทุกเรื่องราว
ฉันต้องการให้เธอเข้าใจฉัน ฉันต้องการให้เธอหยุดพูดถึงปัญหาที่ผ่านๆมา ฉันต้องการให้เธอรับฟังฉันอย่างแท้จริง

ฉันเป็นฉัน เธอเป็นเธอ
หรือพวกเราจะลดความเป็นตัวเองเพื่อพวกเรา
แล้วสิ่งไหนล่ะ ที่เราอยากให้เป็น
ฉันขอร้องให้เธอทำก่อน เธอขอร้องให้ฉันทำก่อน

เราอยากอยู่ด้วยกันจริงๆ
หรือเพราะเราอยู่ด้วยกัน เพราะการอยู่คนเดียวมันเหงา
อะไรคือความจริง อะไรคือความลวง

ความรักมีจริง
แต่ความรัก แล้วไม่รักแล้วก็มีจริง
หรือเลิกรักไปแล้วกลับไปรักกันใหม่ ก็มีจริง
ฉันไม่รู้

อะไรกันล่ะ
จริงๆ " ความจริง " ฉันก็ไม่ได้สนใจหรอก
แล้วฉันสนใจอะไรล่ะ
ฉันอาจจะสนใจตอนที่เรารักกันหวานชื่น
ฉันอยากหยุดเวลานั้นไว้ตลอดไป
บางทีถ้าการเติบโตไปด้วยกันมันยากเกินไป
ฉันก็อยากคบกันเธอ ตอนที่เราเป็นหนุ่มสาวด้วยกัน

...
...
...
.
 
 
 
โดยทั่วไปพวกเรามักจะเข้าใจกันว่าเวลานอนเป็นเวลาพักผ่อน
เป็นเวลาสุดท้ายของวัน
พอเราตื่นมา จะเป็นวันใหม่
แต่สิ่งที่หนังสือเล่มนี้บอกต่างไปโดยสิ้นเชิง ก็คือ " เวลานอนเป็นเส้นเริ่มต้นของวันใหม่ "
ซึ่งน่าสนใจมาก และพลิกมุมคิดอย่างที่ไม่เคยคิดมาก่อน
และเมื่อโดนประโยคนี้เข้า ก็โดนหมัดฮุคต่อไปว่า
" การนอนคือการเตรียมตัวของสมองที่หน้าเส้นสตาร์ทของวันใหม่ "

แล้วถ้าการนอนคือเส้นสตาร์ท คราวนี้เราก็ต้องออกสตาร์ทให้ดีอะดิ
ขณะกำลังคิดอยู่เพลิน ประโยคต่อไปก็น็อคเข้าอย่างจัง
" เมื่อยามเช้าเปลี่ยน วันทั้งวันก็เปลี่ยน เมื่อทั้งวันเปลี่ยน ชีวิตก็เปลี่ยน "

โอ๊ะโอ่ หลังจากนั้นเราเลยอ่านรวดเดียวจบ

น่าสนใจที่คนเขียนบอกว่าถ้าเราเข้านอนด้วยความรู้สึกเป็นลบแล้วล่ะก็ เราจะไม่มีทางฝันดี
และขณะที่เรากำลังนอนหลับนั้น สมองก็จะทำการจัดเรียงข้อมูล เมื่อเราหลับ และคัดเลือกข้อมูลเก็บเป็นความทรงจำ
ฉะนั้นก่อนนอนเราควรคิดถึงสิ่งดีๆ

โดยผู้เขียนแนะนำว่าให้เขียน " บันทึกคำเดียว " ก่อนนอน เพื่อให้เราคิดถึงสิ่งดีๆก่อนหลับตานอนนั่นเอง
มีสามหัวข้อดังนี้

1 เรื่องที่มีความสุขในวันนี้
2 เรื่องที่เป็นไปได้ด้วยดีในวันนี้
3 เรื่องที่อยากขอบคุณในวันนี้

ผู้เขียนบอกว่าการทำแบบนี้ เพื่อให้เราฝึกมองหาสิ่งดีๆให้เคยชิน และบันทึกมันในรูปแบบที่มองเห็นได้
เมื่อเขียนเสร็จ เขาก็บอกว่าให้เราหลับไปด้วยความรู้สึกดีๆแบบนั้นแหละ



เราเห็นว่าเป็นเรื่องที่สนุก และดีเลยขอบันทึกไว้สักหน่อย ก็ง่ายดี เหมือนเขียนไดอารี่ย่อๆ


วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม 2554 วันเข้าพรรษาด้วย

1 เรื่องที่มีความสุขในวันนี้
   ได้ออกไปเที่ยวกับแฟน ดูหนัง กินข้าว เล่นกัน หยอกล้อ กวนตีน
2 เรื่องที่เป็นไปได้ด้วยดีในวันนี้
   วันนี้ความรู้สึกร่าเริง และเป็นสุข
3 เรื่องที่อยากขอบคุณในวันนี้
   ขอบคุณช่วงเวลาที่ป๊า นุ่น และเรา ได้อยู่ด้วยกันตอนกินข้าว และช่วงเวลาต่างคนต่างอ่านหนังสือในห้องเดียวกัน ก็สงบ และน่ารักมาก
   (ขออีกเรื่องเถอะ) ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยพี่จุ๋ม พี่สาวให้ปลอดภัยจากการหลับขณะขับรถ :)
 
 
 
 
 
อ่านจบไม่เก็บตังส์ค่าอ่านไดอารี่ย่อมๆนะคะ
เขียนอวดกันเป็นการตอบแทนก็ได้ค่ะ
 
 
 
 
 
 
เราเริ่มเห็นพรุ่งนี้ลางๆล่ะ เพราะวันนี้ออกสตาร์ทอย่างสวยงามเชียว  :)
 
 
.
 
 
 
Credit : หนังสือ แค่ 30 นาทีก่อนนอน เปลี่ยนคนยอดแย่เป็นยอดเยี่ยม  ทาคาชิมะ เท็ตสึจิ เขียน หนุ่มคอสโม แปล ( แนะนำโลด!!!!!! )

ยินดีที่ไม่รู้จัก

posted on 15 May 2011 17:44 by chingchingzzz in MyPhilosophy

 

1

ทุกคนมักมีสิ่งที่ชอบต่างๆกัน เราเลยใช้เวลาว่างไปในการทำกิจกรรมที่ต่างกัน บางคนชอบท่องเที่ยว บางคนชอบอ่านหนังสือ บางคนชอบยิงนกตกปลาก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละคน ส่วนข้าพเจ้าเป็นเด็กชอบทำกิจกรรม โดยเฉพาะพวกกิจกรรมที่ใช้แรง อย่าเพิ่งเข้าใจผิด ข้าพเจ้าไม่ได้ชอบการแบกข้าวสาร ยกปูนแบกหิน หรือล่าปลาบึกยักษ์ตัวใหญ่เป็นอย่างใด (อย่างหลังสุดชอบนะ ฮ่าฮ่า) ข้าพเจ้าชอบกิจกรรมผาดโผน ผจญภัย ชอบใช้กำลัง ชอบท้าทาย และเคลื่อนไหว อย่างเล่นเครื่องเล่นผาดโผน ไวกิ้งจึงเป็นเครื่องเล่นโปรดของข้าพเจ้า เล่นโรลเลอร์เบลด กระโดดลงทะเลจากสะพานที่สูงๆ  เต้นกระจายเวลาไปคาราโอเกะหรือคอนเสิร์ต และกิจกรรมที่ข้าพเจ้าเล็งว่าจะทำในเร็วๆนี้ก็คือการดำน้ำScuba

 

เวลาใครพูดถึงกิจกรรมดำน้ำ ข้าพเจ้าก็จะตาลุกวาว และไถ่ถามถึงรายละเอียดและความรู้สึกของการดำน้ำ

พี่โบเป็นพี่ที่เคยดำน้ำScuba ข้าพเจ้าเริ่มรัวคำถามเมื่อเจอเธอ

“ พี่โบชอบดำน้ำมั้ย ”

“ พี่เคยดำนะ ดำน้ำแบบScubaด้วย แต่ตอนหลังพี่ไม่ดำแล้ว “

“ ทำไมล่ะ “

“ ก็พี่กลัวว่าดำๆอยู่จะได้ยินเสียงตื่อดือ ตื่อดือ ตื่อดือ ตื่อดือ ”

เราทำหน้างงอย่างแรง ไม่เข้าใจว่าสิ่งนั้นที่พี่โบบอกหมายถึงอะไร พี่โบเห็นหน้าตาของเราแล้วก็พูดขึ้นมาแล้ว

มันเป็นเสียงสยองขวัญในหนังเรื่อง “ JAWS ” น่ะ เวลาที่ฉลามมันปรากฏออกมา ดูเรื่องนี้แล้ว พี่ไม่กล้าดำน้ำเลย พี่กลัว

 

 ณ นาทีนั้นข้าพเจ้าตัดสินใจว่าข้าพเจ้าจะไม่ดู JAWS   เพื่อว่ามันจะไม่บล็อกการไปดำน้ำของข้าพเจ้า

 

 

2

ช่วงนี้ไม่มีใครไม่พูดถึง “ ลัดดาแลนด์ ” หนังผีที่กำลังเข้าโรงอยู่ตอนนี้ เมื่อข้าพเจ้าได้ยินคำว่าหนังผี ข้าพเจ้าก็ขอบ๊ายบายเลย ไม่อยากจะไปเกี่ยวข้องแว้งใดๆ เหตุใดน่ะหรือ ก็เพราะข้าพเจ้าเป็นคนกลัวผีมากๆน่ะสิ ไม่ใช่ว่าเคยไปฆ่าใคร หรือทำร้ายใครจนตายแล้วกลัวเค้ามาล้างแค้น แต่เป็นความสามารถในการจินตนาการของข้าพเจ้าในการหลอนตัวเองอย่างสุดยอด หลังจากใช้ชีวิตมาจนบัดนี้ ก็ได้เรียนรู้ว่าไม่ดูจะดีกว่า แต่ก็เหมือนพระเจ้ากลั่นแกล้ง แฟนหนุ่มของข้าพเจ้าอยากดูมาก จึงออกปากชวน ข้าพเจ้าก็ยืนยันเสียงแข็งและถึงกับออกปากว่าชวนคนอื่นไปดูเหอะ ไปดูกับกิ๊กก็ได้ไม่ว่า (แต่อย่าให้เห็น ฮ่าฮ่าฮ่า) ไปๆมาๆเหมือนพระเจ้ากลั่นแกล้งอีกรอบ ใครๆรอบๆตัวต่างชมหนังเรื่องนี้กันมาก แฟนหนุ่มเลยมาชวนอีกรอบ ครั้งนี้ข้าพเจ้าก็ใจอ่อนลง และตกปากรับคำ แต่เมื่อใกล้ถึงเวลาที่จะต้องไปดู ข้าพเจ้าก็คิดแล้วคิดอีกว่าจะไปดูดีมั้ย ( จริงจังนะเนี่ย ) เพราะรู้ผลลัพธ์อยู่แล้วว่าอยู่ในโรงหนังคงจะไม่ได้กลัวเท่าไหร่ แต่หลังจากออกจากโรง จะเป็นความกลัวอย่างแท้จริง

 

 

3

ลุ้นอะดิ ว่าข้าพเจ้าจะได้ดูมั้ย

คำตอบก็อย่างที่คิดนั่นแหละ ข้าพเจ้าได้ดู

คืนนั้นข้าพเจ้านอนหลับ แต่เมื่อตื่นมากลางดึก ก็หลับยากเหลือเกิน คิดไปถึงเรื่องวิญญาณ และข่มตาไม่ได้ จึงต้องหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านจนง่วงหลับไป เป็นอย่างนี้อยู่หลายคืน และยังคงต้องเป็นต่อไปจนกว่าข้าพเจ้าจะลืมๆเรื่องนั้นไปเอง ใครสักคนบอกเวลาจะเป็นเครื่องช่วยเยียวยา นั่นจริงที่สุด ฮ่าฮ่าฮ่า

 

 

4

ขณะนั่งดูสารคดี The Secret of Body Language ในเช้าวันอาทิตย์หนึ่ง (หลังจากวันที่เดินเข้าโรงหนังเป็นเวลาสองอาทิตย์แล้ว)

ในรายการทางทีมผู้เชี่ยวชาญได้ทำการทดลองจับโกหกคำพูดของคน โดยใช้เครื่องจับเท็จมาช่วยประมวลผลว่าสิ่งที่ผู้ตอบ(ผู้ตอบคืออาสาสมัครในการทดลอง) นั้นตอบออกมาเป็นการตอบคำถามที่จริงหรือกำลังโกหกอยู่ และเครื่องจับเท็จนี่ก็จะมีการประมวลผลด้วยว่าตามน้ำเสียงของผู้ตอบในขณะที่ตอบนั้นมีอารมณ์อย่างไร มีคำถามหนึ่งซึ่งเป็นคำถามธรรมดาๆเหมือนคำถามทั่วๆไป ผู้ตอบได้ตอบคำถาม และในคำตอบนี้เครื่องจับเท็จได้จับได้ว่าผู้ตอบมีอารมณ์ที่เครียดในการตอบคำถามนี้ ผู้ถามได้ถามว่าทำไมคำตอบนี้คุณถึงได้เครียด

ผู้ถาม : คำถามนี้เป็นคำถามธรรมดามากเลย ถามว่า “ ระหว่างภูเขาและทะเล คุณชอบไปเที่ยวที่ใดมากกว่าแล้วคุณคิดอยู่แป๊ปนึง แล้วจึงตอบว่าภูเขา ทำไมคุณจึงรู้สึกเครียดล่ะคะ ”

ผู้ตอบ  “ เพราะฉันก็ชอบทะเลเหมือนกัน แต่พอคิดถึงทะเล ฉันคิดถึงหนังเรื่องJAWS ค่ะ ฉันกลัว ฉันจึงเลือกตอบภูเขา ”

คำว่าหนังเรื่อง “ JAWS ” เป็นครั้งที่สองแล้ว ครั้งนี้ข้าพเจ้าตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ชาตินี้ข้าพเจ้าจะไม่มีวันดู JAWS เด็ดขาด  ข้าพเจ้าอยากจะดำน้ำ และก็อยากดำน้ำให้เป็นสุขด้วย

ข้าพเจ้าขอหลบหลีกการหลอนของข้าพเจ้า โดยการไม่กระตุ้นมันเพิ่มขึ้น

 

ใครบางคนบอกว่าเราต้องแก้ไขโดยการกล้าหาญ เผชิญหน้ากับมัน

 

แต่การใช้ชีวิตที่ผ่านมาได้บอกข้าพเจ้า และบอกข้าพเจ้าอย่างเสียงดังด้วยว่า

 

 

 

การรู้จุดอ่อนของตัวเองน่ะดีแล้ว

แต่สำคัญว่าจะอยู่กับจุดอ่อนของตัวเองอย่างไรให้ชีวิตมีความสุข
 
อาจจะไม่ต้องเดินหน้าแก้ไข เผชิญหน้ากับมันอย่างเดียว

การหลบหลีกก็เป็นวิธีการแก้ไขอย่างหนึ่งเหมือนกัน

 

.

การเขียนบล็อคช่างยากนัก

posted on 31 Aug 2010 11:52 by chingchingzzz

 

ไม่ได้เขียนบล็อกนานมากแล้ว

ยิ่งนานก็ไม่รู้ว่าจะเขียนอะไร

จริงๆแต่ก่อนก็แค่เขียนสิ่งที่ตัวเองรู้สึกหรือคิดกับมันไป

แต่ทำไมเดี๋ยวนี้จึงรู้สีกว่ามันเป็นเรื่องใหญ่เวลาที่ต้องเขียนบล็อกแต่ละที

แปลกดี

หรือตัวเราเองเปลี่ยนไปก็ไม่รู้

หรือเพราะจากการขึ้เกียจรึเปล่า ก็อาจจะเป็นหนึ่งในนั้น

แล้ววันนี้ก็จะเริ่มเขียนบล็อก

พอนั่งลงก็รู้สึกหนักใจ

ก็เลยคิดว่า ถ้ามันยากนัก ก็พิมพ์ๆไปละกัน

คิดอะไรก็พิมพ์มันออกมา

ถ้าได้เริ่มเขียนบ้าง ครั้งต่อไปก็คงจะง่ายขึ้นเองล่ะ

เหมือนถ้าเราคิดว่าจะพูดอะไรบางอย่างที่ตั้งใจมากไป แล้วก็คงจะเกร็งเป็นธรรมดา

ไม่ได้เตรียม Speech ซักหน่อย ก็เลยคิดว่าจะพูดออกมาเหมือนที่เพื่อนพูดกับเพื่อน

เวลาพูดกับไดอารี่

ไม่ต้องเตรียม ไม่ต้องคิด แค่ปล่อยมันออกมา

แล้วมันก็ได้ผลจริงๆด้วยแฮะ

 

มันพรั่งพรูออกมา

แค่นั้นเอง

 

มีความสุข :)

กลยุทธ์แบบแม่แม่

posted on 24 Jul 2010 12:33 by chingchingzzz in MyThinkingMyFeeling

 

ของกินในตู้เย็น

ปกติของในตู้เย็นจะมีเยอะแยะ

จะมีของกินที่ฮิต และไม่ฮิต

ถ้าฮิตก็จะหมดเร็ว ถ้าไม่ฮิตก็นอนรอวันหมดอายุในตู้เย็น

เพราะไม่มีใครจะหยิบมันออกมากิน

 

 

แม่

แม่เป็นคนที่เสมือนดูแลตู้เย็น

คอยหาของกินมาใส่

และคอยเอาออกเวลาทำอาหาร

รวมไปถึงเวลาตายของมัน คือหมดอายุโดยไม่มีคนเหลียวแล

 

แม่มักเป็นคนที่เสียดายของเหล่านั้นมากที่สุด

เพราะแม่คงทิ้งมันเกือบจะทุกวี่ทุกวัน

 

และแล้ว

 

กลยุทธ์

แม่ก็ค้นพบ

แม่ได้ใช้วิธีแบบซูเปอร์มาร์เก็ต

มาล่อใจลูกๆ

อยู่ในห่อใหญ่มันไม่แกะ กูแกะให้เอง

อยู่ช่องธรรมดามันไม่กินกัน ย้ายพวกมันมาอยู่ช่องแข็งซะเลย

 

 

แต่น แตน แต้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ปีโป้ที่ไม่มีใครเหลียวแล

ตอนนี้ก็ได้ขายดิบขายดีในหมู่ลูกๆที่แสนขี้เกียจ ฮ่าฮ่า

 

 

 

 

แม่เค้าก็มีวิธีของเค้า หุหุ

 

 

 

แม่แต่ละก็คน ก็คงมีกลยุทธ์แตกต่างกัน :)

 

.

 

 

 

 

 

รูป ณ งาน Smile at Ratchaprasong ค่ะ

เราไปเปิดบู๊ทวาดรูป Portrait ลงปกสมุด และขายโปสการ์ดค่ะ

ลงรูปบรรยากาศคร่าวๆนะคะ ส่วนใหญ่จะเป็นรูปสมุด Portrait กับนางแบบค่ะ ฮิฮิ

ขอบคุณนะคะที่มาอุดหนุนกัน

 

 

ปล.รูปบางส่วนมาจาก Facebook ที่เพื่อนๆ tag มานะคะ ขอเอามาลงนะคะ ขอบคุณค้า

 

 

 

โปสการ์ดมีทั้งหมด 16 ลายค่ะ ออกแบบโดยนิ้วกลมและชิงชิง

 

 

 

 

เอาภาพจาก The soundtracks of my love มาทำเป็นโปสการ์ดค่ะ

 

 

 

วาด Portrait ของคุณลงปกสมุด

 

 

 

 

เอ้า ยิ้ม!

 

 

 

 

ร่างภาพ

 

 

 

 

คู่ซี้

 

 

 

คู่ใจ

 

 

 

คู่พี่น้อง

 

 

 

ของขวัญวันเกิดเพื่อนนะเนี่ย ( วาดจากไอโฟนสีชมพูของเจ้าของกันเลยเชียว )

 

 

 

เอ๊ะ นี่มัน model ของร้านรึเปล่าเนี่ย สวยเริ่ด!!!

 

 

 

เพื่อนๆของน้องนางแบบหน้าปกที่น่ารัก มายืนรอกันใหญ่

 

 

 

หนูเองค่ะ ( หนูคนนี้อารมณ์ดีมากกกกก หัวเราะตลอดการวาด 555 )

 

 

 

วาดน้องของหนู

 

 

 

มาเดี่ยว

 

 

 

มากับหมวก ( น้องคนนี้ขายเสื้อด้วยค่ะ เสื้อเค้าน่ารักมากๆ เราอุดหนุนไปเรียบร้อยแล้ว )

 

 

 

 พี่หนิงบอกว่าช่วยวาดดนตรีรอบๆตัวพี่ด้วย

 

 

 

น้องบี๊ ผมเธออะรายละเอียดยิบนะนั่น ฮ่าฮ่า

 

 

 

 

เวลาได้ไปออกร้าน

เราจะรู้สึกสนุกมากเลย ได้เจอคน ได้พลุกพล่านและวุ่นวาย

ได้เจอคนที่อ่านหนังสือ คนใหม่ๆ คนเก่าๆ

รู้สึกชอบมาก สงสัยตัวเองจะชอบงานสังสรรค์นะเนี่ย ฮ่าฮ่า

ขอบคุณทุกๆคนค่ะ

 

 

 

 

เข้าไปดูลายโปสการ์ดเล่นๆได้ที่นี่นะคะ คิดว่าอยากจะเปิดขายออนไลน์ค่ะ

อาจจะเร็วๆนี้ค่ะ

http://www.facebook.com/ChingchingKrittiemmek#!/album.php?aid=231527&id=720566290

 

 

.

 

แฟชั่นรังแกฉัน

posted on 20 Jun 2010 00:27 by chingchingzzz in MyLifeHistory

 

 

เป็นการเดินช๊อปปิ้งในรอบหกเดือนที่ผ่านมา

แบบว่าไม่ได้ซื้อเสื้อผ้านานมากแล้ว

วันนี้เลยไปเดินจตุจักรมา กับเพื่อนที่ขนาดตัว แขน ขา ใกล้เคียงกัน

สาบานเหอะว่าไม่เคยรู้เล้ยยยยยยยยยว่าแฟชั่นเดี๋ยวนี้เค้าฮิตอะไร

วันนี้ก็ได้คำตอบ

คำตอบที่ไม่อยากได้ยิน ได้ฟัง

แต่ไม่ได้มีใครมาบอกหรอกนะ เห็นเองน่ะ ยิ่งเห็นยิ่งช้ำใจ

" กางเกงเอวสูง "  มันกลับมาแล้ว

ยิ่งเดินก็ยิ่งหวาดหวั่น ร้านมากมายทำเสื้อผ้า ให้เหมาะกับแฟชั่นกางเกงเอวสูง

และวันนี้เราก็อยากได้กางเกงด้วยอะ

พอเข้าร้านกางเกงก็เลยลองทาบกางเกงเข้ากับตัว

แม่ค้าเห็นเราลองทาบ " น้องค่ะ มันเป็นเอวสูงค่ะ "

เธอบอกตำแหน่งการใส่กางเกงที่ถูกต้องให้กับเรา

ความเครียดแผ่ซ่าน

เอวเม่งจะสูงไปไหน ไม่ใส่ตรงคอเลยล่ะ

แม่ค้าก็งงว่าทำไมเราทำหน้าเครียด บวกเศร้าๆ

เราวางกางเกงแล้วก็เดินออกมา

 

พอจะไปซื้อเสื้อให้ผ่อนคลายหน่อย

ก็นะ ซื้อเสื้อก็ได้วะ

"พี่ค่ะ เสื้อแบบนี้ต้องใส่กับอะไรอะ" 

" กับกางเกงเอวสูงเลยค่ะน้อง ใส่แล้วสวย "

ความเครียดคลืบคลานเข้ามาอีกหน

เราส่งเสื้อคืนพร้อมยิ้มแห้งๆ

 

และแล้วการเดินต่อไปเรื่อยๆก็เพิ่มความกดดันขึ้นเรื่อยๆ

แฟชั่นไม่เคยปราณี คนที่หุ่นเหมือนคุณแพนเค้กแต่อย่างใด

ก่อนนี้ก็แฟชั่น " กางเกงสั้นเท่าตูด "  (คำเรียกเราเองอะนะ )

ซึ่งเราก็พอไม่ใส่ใจได้ เพราะเราก็เจียมเนื้อเจียมตัว

เพราะนั่นมันเน้นแต่ " ขา "

 

แต่แฟชั่น " กางเกงเอวสูง "

มันทำร้ายเรามากเกินไปแล้ว

ทั้ง ข า       ก้ น      และ เ อ ว

คุณต้องมีทั้งสามอย่างในขนาดที่โอเค มันถึงจะใส่แล้วกล้ามองตัวเอง

สามอย่างงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง!!!! พระเจ้า

 

มันผิดที่แฟชั่นหรือผิดที่ชั้นกันแน่

คงไม่ต้องบอกคำตอบ ถ้าไอ้กางเกงเอวสูงมันฮิตถึงขนาดนี้

 

" เป็นฉันมันผิดตรงไหน ชีวิตฉันใครกำกับ เป็นฉันใครจะยอมรับบทบาท

ให้ความสำคัญ ต่างกันแค่เพียงร่างกาย แต่ใจเราก็เหมือนๆกัน

ฉันก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง " เพลงเจินเจินก้องดังในประสาทหู

น้ำตาลูกผู้หญิงที่(ขา)แข็งแกร่งคลอที่เบ้าตา

 

 

 

 T_T

 

 

 

.

 

 

เราเคยชอบถ่ายรูป น่าจะเป็นสมัยเรียนมหาวิทยาลัยล่ะมั้ง เท่าที่จำได้

ก็คิดว่าตัวเองน่าจะอยากถ่ายรูปได้สวยๆบ้าง เก็บไว้เป็นความทรงจำบ้าง

ก็เลยมีช่วงที่ถ่ายรูปอยู่เหมือนกัน

ตอนนั้นเป็นสิ่งหนึ่งที่อยู่ในงานอดิเรก ถ้าจะต้องกรอกลงใบอะไรสักอย่าง

ที่มีคำถามว่างานอดิเรกของคุณคือ....

แต่ตอนนี้คิดว่าไม่อย่างสิ้นเชิง ถ้าถามว่าไม่ชอบนะเหรอ ก็คงไม่ใช่

แต่มันคงไม่ได้ชอบ อาจจะตอบว่าเฉยๆก็ได้มั้ง

ทุกวันนี้เวลาไปเที่ยวหรือไปไหนก็ตาม

เราก็ยังต้องหยิบกล้องติดมือไปทุกที่ เพราะกลัวจะเสียดายว่าไม่ได้ถ่ายรูปมา

แต่เอาจริงๆแล้วก็หยิบออกมาถ่ายน้อยกว่าที่อยากหยิบออกมามากนัก

อาจจะเป็นเพราะความขี้เกียจด้วย

แต่เหตุผลหลักๆที่เราไม่อยากหยิบกล้องออกมานั้น

เป็นเพราะเรารู้สึกว่าบรรยากาศตอนนั้นมันน่าเก็บด้วยตา และความรู้สึกตอนนั้นมากกว่า

การมองด้วยตา กับมองด้วยกล้องมันต่างกัน

อารมณ์ของตาจะดื่มด่ำกับขณะนั้น อารมณ์ของกล้องจะพยายามเก็บภาพที่สวยที่สุด

สำหรับเรามันเหมือนปัจจุบัน ณ ขณะนั้นมันหายไป

เพราะเมื่อยกกล้องออกมา จิตใจเราก็อยู่กับกล้อง อยู่กับการถ่ายรูป

อยู่กับการยิ้ม อยู่กับการโพสต์ซะแล้ว

 

ใช่... บางครั้งการถ่ายรูปก็ทำให้สนุก ที่สำคัญมันบันทึกความทรงจำด้วยนะ

นั่นแหละเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดเลย ที่ทำให้เราต้องถือกล้องติดตัวไปด้วยบ่อยๆ

เราว่าเราอาจจะไม่ได้ชอบถ่ายรูปจริงๆนั่นแหละ

แต่เราชอบบันทึกความทรงจำ

ดังนั้นมันเป็นความรู้สึกที่ขัดๆกับตัวเองมากๆเลย

ไม่อยากถ่าย แต่อยากเก็บภาพไว้

เอ่อ เอาดิ ชีวิตไม่งงหรอก

ช่วงนี้เลยแล้วแต่อารมณ์ อยากถ่ายก็ถ่าย ไม่อยากก็ไม่ต้องถ่าย

ท่องไส้ก็เลยปั่นป่วนชะมัด เฮ้ย ไม่ช่ายยยย

เข้าเรื่องต่อ..

แต่พอเที่ยวกลับมาเสร็จก็มานั่งนึกเสียดายว่าทำไมไม่ถ่ายรูปเก็บไว้วะ

ก็บอกแล้วไงว่าชีวิตสับสน

ไม่รู้มีใครจะรู้สึกสับสนแบบนี้บ้างมั้ย

หรือจะชักชวนให้เราชอบถ่ายรูปก็ได้ด้วยเหตุผลใดๆ

หรือจะเสนอแนะการเก็บความทรงจำแบบใหม่

คิดไปคิดมา

วิธีแก้ปัญหา อยากให้มีช่างภาพส่วนตัวจังเว๊ย

คอยตามเก็บภาพให้ โดยที่เราไม่ต้องเก็บเอง แล้วยังได้ภาพแบบธรรมชาติด้วย (Snapshot)

เขียนไปเขียนมา

" รับประกาศหาช่างภาพสักคนเลยดีกว่า "

เอ้ย!!!ฟูมฟายแล้วเนี่ย

เอาเป็นว่ายังสรุปกับตัวเองไม่ได้ว่าจะทำอย่างไรกับความรู้สึกนี้

ใครจะไปรู้ในอนาคตข้างหน้า

เราอาจจะกลับมาชอบถ่ายภาพก็ได้

 

จริงๆชีวิตก็เป็นอย่างนี้แหละ

บางอย่างก็ชอบในบางช่วงของชีวิต 

บางอย่างก็ชอบแล้วก็ไม่ชอบ

บางอย่างก็ไม่ชอบ แล้วกลับไปชอบอีกครั้ง

 

มนุษย์เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลานี่นา

 

 

แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ

เราได้เข้าใจตัวเองมากขึ้นว่าสิ่งที่อยู่ใน List ความชอบของเราอีกอย่างหนึ่งก็คือ

" เราชอบการดื่มด่ำด้วยสายตาและความรู้สึก ณ ช่วงเวลานั้นๆ " :)

 

.